การรักษามะเร็งตับอ่อนสู่กลยุทธ์การรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลาม

youtube

 

 

Untitled-1

 

banner contactDoc

 

banner download1

 

banner download2

 

ad1 1

 

 

ad9

 

 

ad-4

 

ad8 1

 

สถิติผู้เข้าชม

990028
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
ทั้งหมด
800
1531
800
972164
48386
53508
990028

Your IP: 54.161.228.29
Server Time: 2014-10-26 12:54:10
แผนการรักษามะเร็งตับที่ดีที่สุด...
03 ก.ย. 2557 21:22 - Adminแผนการรักษามะเร็งตับที่ดีที่สุด

แผนการรักษามะเร็งตับที่ดีที่สุด

อ่านต่อ
การใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ในการรักษามะเร็งเพื่อ...
22 ก.ค. 2557 21:42 - Adminการใช้เทคโนโลยีและกลยุทธ์ใหม่ในการรักษามะเร็งเพื่อประสิทธิผลการรักษาที่ดีกว่า

การสลายมะเร็งด้วยความเย็นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาโดยสร้างภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม(CIC)...
12 ก.ค. 2557 08:53 - Adminการรักษาโดยสร้างภูมิคุ้มกันแบบองค์รวม(CIC)

การรักษาโดยสร้างภูมิคุ้มกันแบบองค์รวมng>   การรักษามะเร [ ... ]

อ่านต่อ
รูปแบบการรักษามะเร็งแบบ “CCC”...
23 มิ.ย. 2557 21:42 - Adminรูปแบบการรักษามะเร็งแบบ “CCC”

  รูปแบบการรักษามะเร็งแบบ “ong>           โรคมะเ [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาด้วยการให้ยาผ่านทางเส้นเลือดฝอยไปยังเซลล์ม...
11 มิ.ย. 2557 21:41 - Adminการรักษาด้วยการให้ยาผ่านทางเส้นเลือดฝอยไปยังเซลล์มะเร็ง (CMI)

การรักษาด้วยการให้ยาผ่านทางเส้นเลือดฝอยไปยังเซลล์มะเร็ง(Cancer Microvascular Interventio [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาโดยให้เคมีบำบัดผ่านเส้นเลือด...
01 มิ.ย. 2557 21:36 - Adminการรักษาโดยให้เคมีบำบัดผ่านเส้นเลือด

                มะเร็งอาศัยหลอดเลือดในการส่งออกซิเจนและสารอาหา [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาด้วยความเย็น (Cryosurgical Ablation ชื่อย่...
01 มิ.ย. 2557 21:26 - Adminการรักษาด้วยความเย็น (Cryosurgical Ablation ชื่อย่อ CSA)

การรักษาด้วยความเย็นblationชื่อย่อ strong>             วิธีนี้ [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษามะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด T-plus...
21 พ.ค. 2557 21:52 - Adminการรักษามะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด T-plus

  การรักษามะเร็งแบบภูมิคุ้มกันบำบัด[ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาแบบ Photodynamic Therapy (PDT)...
21 พ.ค. 2557 21:44 - Adminการรักษาแบบ Photodynamic Therapy (PDT)

          การรักษานี้เป็นการตอบสนองทางเคมีโดยใช้แสงเลเซอร์กระตุ [ ... ]

อ่านต่อ
การรักษาโดยการสลายเนื้องอกโดยใช้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์...
21 พ.ค. 2557 21:35 - Adminการรักษาโดยการสลายเนื้องอกโดยใช้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์

หลักการและเหตุผล           เมื่อแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เข้าสู่ช [ ... ]

อ่านต่อ
Other Articles

topic 7

ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาล

topic 1

การจัดประชุมสัมมนาการรักษาโรคมะเร็งนานาชาติ (กว่างโจว) ครั้งที่ 3 ประสบความสำเร็จ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมมือรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่...
10 ก.ย. 2557 19:33 - Adminการจัดประชุมสัมมนาการรักษาโรคมะเร็งนานาชาติ (กว่างโจว) ครั้งที่ 3 ประสบความสำเร็จ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมมือรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีใหม่

             การประชุมสัมมนาการรักษาโรคมะเร็งนานาชาติ (กว่างโจว) ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 สิงหาคม 2014 ณ โรงพยาบาลมะเร็งฟูด้ากว่างโ [ ... ]

อ่านต่อ
เด็กสาวน้อยผ่าตัดได้เข้าผ่าตัดเนื้องอกในท้องสำเร็จไปด้วยดี เนื้องอกหนัก 15 กิโลกรัมเท่ากับลูกฟุตบอล 2 ลูก...
25 ก.ค. 2557 23:35 - Adminเด็กสาวน้อยผ่าตัดได้เข้าผ่าตัดเนื้องอกในท้องสำเร็จไปด้วยดี เนื้องอกหนัก 15 กิโลกรัมเท่ากับลูกฟุตบอล 2 ลูก

เด็กสาวน้อยผ่าตัดได้เข้าผ่าตัดเนื้องอกในท้องสำเร็จไปด้วยดี เนื้องอกหนัก15กิโลกรัมเท่ากับลูกฟุตบอล2ลูก

อ่านต่อ
พ่อพระแห่งวงการมะเร็ง
17 ก.ค. 2557 21:43 - Adminพ่อพระแห่งวงการมะเร็ง

4946字 อพระแห่งวงการมะเร็งนาเด็กน้อยชาวซาอุดีอาระเบีย   ศ.นพ.สวี เค่อเฉิง  ชาวจีนคนแรกที่ได้รับการรักษามะเร็งด้ [ ... ]

อ่านต่อ
โรงพยาบาลฟูด้ารักษามะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ ได้แชมป์บอลโลกล่วงหน้า...
12 ก.ค. 2557 09:00 - Adminโรงพยาบาลฟูด้ารักษามะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ  ได้แชมป์บอลโลกล่วงหน้า

โรงพยาบาลฟูด้ารักษามะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติ  ได้แชมป์บอลโลกล่วงหน้า           เบื้องต้น การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ประเทศบราซิล แต่ท [ ... ]

อ่านต่อ
ศ.นพ.สวี เค่อเฉิง ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีน : ต้านมะเร็งต้องการแนวคิดใหม่...
12 ก.ค. 2557 08:47 - Adminศ.นพ.สวี เค่อเฉิง ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีน : ต้านมะเร็งต้องการแนวคิดใหม่

ศ.นพ.สวี เค่อเฉิง ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งที่มีชื่อเสียงของจีนมะเร็ [ ... ]

อ่านต่อ
โรงพยาบาลมะเร็งฟูด้ากว่างโจวผ่านฉลุยการรับรองมาตรฐาน JCl ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็งแห่งแรกของจีนที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน JCl ...
18 เม.ย. 2557 21:53 - Adminโรงพยาบาลมะเร็งฟูด้ากว่างโจวผ่านฉลุยการรับรองมาตรฐาน JCl  ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็งแห่งแรกของจีนที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน JCl

โรงพยาบาลมะเร็งฟูด้ากว่างโจวผ่าน/strong>JCl ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็งแห่งแรกของจีนที่ได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐาน

อ่านต่อ
การแลกเปลี่ยนประสบการณ์โรคมะเร็งกับโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย...
01 มี.ค. 2557 10:41 - Adminการแลกเปลี่ยนประสบการณ์โรคมะเร็งกับโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย

           โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติฟูด้ากวางโจว ได้มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคมะเร็งมีชื่อเสียงในเมืองจีน  ศาสตราจารย์ &n [ ... ]

อ่านต่อ
ศูนย์ห้องปฏิบัติการเพิ่มขยายปริมาณสารพันธุกรรม PCR
12 ก.พ. 2557 21:57 - Adminศูนย์ห้องปฏิบัติการเพิ่มขยายปริมาณสารพันธุกรรม PCR

ศูนย์ห้องปฏิบัติการเพิ่มขยายปริมาณสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในหลอดทดลอง หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส(Polymerase Chain Reaction: PCR) ของโรงพยาบาล [ ... ]

อ่านต่อ
มะเร็งกับ “การรักษาสีเขียว” การรักษามะเร็งด้วยความเย็นชนิดรุกล้ำพื้นที่น้อย...
12 ก.พ. 2557 21:25 - Admin

มะเร็งกับ “การรักษาสีเขียว”้ำพื้นที่น้อยbsp;                  วันนี้ผู้เขียนอ [ ... ]

อ่านต่อ
ข่าวสารอื่นๆ

topic 3

topic 5

This page require Adobe Flash 9.0 (or higher) plug in.

topic 4

indexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindexindex

การรักษามะเร็งตับอ่อนสู่กลยุทธ์การรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลาม

การรักษามะเร็งตับอ่อนสู่กลยุทธ์การรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลาม

ศ.นพ.สวี เค่อเฉิง โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็งเฉพาะทางฟูด้า มหาวิทยาลัยจี้หนาน

บทคัดย่อ

ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อนมีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี มักตรวจพบเมื่อมีภาวะลุกลามและแพร่กระจายแล้ว การรักษาในปัจจุบันใช้วิธีรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก  แต่แม้ว่าจะใช้ยา Gemcitabine เพียงลำพังหรือใช้ร่วมกับยาอื่น โดยทั่วไปก็ไม่สามารถยืดชีวิตของผู้ป่วยไว้ได้นานนัก การรักษาแบบบูรณาการโดยใช้หลักการรักษาด้วยความเย็น (CRA) สามารถยืดอายุของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนชนิดลุกลามและแพร่กระจายได้ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการวิธีการรักษาทั้งสามเข้าด้วยกัน ได้แก่ วิธีรักษาด้วยความเย็น  (Cryosurgical Ablation, CRA) (ฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด) การให้ยาผ่านหลอดเลือดของเซลล์มะเร็ง (Cancer Microvascular Intervention, CMI) และการรักษาผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (Combination Immunotherapy for Cancer, CIC) โดยพิจารณาการรักษาเป็นรายบุคคล (Personalized therapy) กลายเป็นแผนการรักษาแบบ “3C+P” ซึ่งสามารถใช้เป็นแผนกลยุทธ์ใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลามได้

1. การรักษาด้วยเคมีบำบัดไม่อาจยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนได้

การรักษาโรคมะเร็งตับอ่อนยังคงเป็นความท้าทายของวงการแพทย์ในปัจจุบัน ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับอ่อนโดยมากตรวจพบเมื่อการดำเนินของโรคเข้าสู่ภาวะลุกลามหรือแพร่กระจายแล้ว ผู้ป่วยระยะแพร่กระจายที่สามารถรอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี มีอัตราต่ำกว่า 20% ขณะที่มีผู้ป่วยเพียง 5% สามารถมีชีวิตอยู่ถึง 5 ปี[1] ซึ่งโดยมากใช้วิธีการรักษาด้วยเคมีบำบัดเป็นหลัก  ในปี 1996 Rosenberg และคณะ [2] รายงานว่ายา Gemcitabine มีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจาย ซึ่งจากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 63 ราย พบว่าในการรักษาทางคลินิก มีผู้ป่วยที่มีการสนองตอบการออกฤทธิ์ของยา 17 ราย (27%) โดยค่ามัธยฐานของเวลาในการออกฤทธิ์ของยาคือ  14 สัปดาห์ ค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วยคือ 3.85 เดือน (ระหว่าง 0.3 เดือน -18 เดือน) หลังจากนั้น ยา Gemcitabine จึงได้ถูกบรรจุเข้าเป็นยามาตรฐานในการรักษามะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม  อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาต่อมาพบว่า ด้านประสิทธิผลต่อการยืดอายุของผู้ป่วยนั้น ยา Gemcitabine ไม่ได้ให้ผลที่แตกต่างจากการใช้ยา 5FU มากนัก โดยในปี 2010 Stathin และคณะ[3] รายงานว่าการใช้ยา 5FU หรือ Gemcitabine เพียงลำพังในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม มีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วย 4.41 เดือน และ 5.65 เดือนตามลำดับ

โดยทั่วไปแล้ว ทางการแพทย์มักใช้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน เพื่อยืดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 4 แต่จากข้อมูลทางสถิติไม่พบว่าให้ผลที่ดีกว่าแต่อย่างใด เมื่อไม่นานมานี้  Xenidis และคณะ[4] รายงานผลการรักษาเบื้องต้นของผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายจำนวน 40 รายที่ได้รับยา Gemcitabine,  Docetaxel และ capecitabine อย่างไรก็ดี ค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วยไม่เพิ่มขึ้นมากนักโดยอยู่ที่ 6 เดือน  แม้แต่การรักษาร่วมกับรังสีบำบัดก็ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นมากนัก โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยา Gemcitabine และกลุ่มที่ใช้วิธีการเคมีบำบัด/รังสีบำบัดร่วมกัน ต่างมีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วยเพียง 7.8 เดือนและ 2.4 เดือนเท่านั้น [5, 6]

ในหลายปีมานี้ มีการทดลองใช้ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าระดับโมเลกุลร่วมกับยา Gemcitabine เพื่อการรักษามะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม โดยในบรรดาตัวยาเหล่านี้ ยา erlotinib ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของ EGFR ซึ่งเคยได้รับการยอมรับว่าเป็นยาที่มีความหวังมากที่สุดในการรักษามะเร็ง แต่จากการศึกษาก็พบว่ายาดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดด้านการขยายระยะเวลารอดชีพของผู้ป่วย (ค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วยคือ 6.24 เดือน ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้ยา Gemcitabine เพียงลำพังมีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วย 5.91 เดือน) [7]  ผลของการใช้ยา Gemcitabine ร่วมกับ cetuximab ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก จากการศึกษาในระยะที่สามพบว่าค่ามัธยฐานระยะรอดชีพของผู้ป่วยในกลุ่มที่มีการใช้ยาร่วมกันคือ 6.3 เดือน ส่วนกลุ่มที่ใช้ยา Gemcitabine เพียงลำพังมีค่ามัธยฐานดังกล่าวไม่แตกต่างกันนัก คือ 5.9 เดือน (P = 0.23) [8]   เนื่องจากการใช้ตัวยาหลายชนิดร่วมกันนี้มีความเป็นพิษเพิ่มขึ้นมาก ปัจจุบันจึงได้มีการระงับการทดลองในขั้นตอนต่อไปแล้ว

ปัจจุบันทางการแพทย์เห็นว่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนสามารถต้านทานยาที่ใช้ในการเคมีบำบัดและรังสีรักษา สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลามและแพร่กระจายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาชนิดเดียวหรือยาหลายชนิดร่วมกัน รวมถึงการใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้าในระดับโมเลกุล ตลอดจนการรักษาร่วมกับเคมีบำบัดและรังสีรักษา ล้วนไม่อาจ
ยืดชีวิตของผู้ป่วยอย่างได้ผลมากนัก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการค้นคว้าเพื่อหาวิธีการรักษาแบบใหม่
[9-12]

2. การศึกษาทดลองของคณะวิจัย

ในปี 2001 Korpan ชาวออสเตรีย[13] ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “Basic of Cryosurgery” ว่า เนื่องด้วยความสำเร็จจากการผ่าตัดผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนมีอัตราต่ำมาก ขณะที่อัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนและอัตราการตายจากการรักษาด้วยความเย็น (CRA) โดยเฉลี่ยมีสัดส่วนที่น้อยมาก จึงเสนอแนะให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้การรักษาด้วยความเย็นแทนการรักษาตามระเบียบวิธีปกติ โดยเห็นว่าแทบจะไม่มีข้อห้ามใดๆ ต่อการใช้ความเย็นในการรักษามะเร็งตับอ่อน

นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา เราใช้ระบบทำความเย็นจากก๊าซอาร์กอนและก๊าซฮีเลียม  (Argon-helium refrigeration system) ในการผ่าตัดรักษามะเร็งตับอ่อนด้วยความเย็น โดยในระยะแรกใช้การจี้เย็นจากการผ่าตัดโดยตรง ภายหลังใช้การแทงเข็มผ่านผิวหนังด้วย CT Scan หรือ CT-Ultrasound guide โดยรักษาร่วมกับการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด (รังสีระยะประชิด) สำหรับผู้ป่วยที่คาดว่าอาจมีเซลล์มะเร็งหลงรอดจากกระบวนการรักษาดังกล่าวหรือมีการการแพร่กระจายของมะเร็ง ให้การรักษาด้วยการให้ยาผ่านหลอดเลือดของเซลล์มะเร็ง (CMI) (รักษาด้วยเคมีบำบัดเฉพาะที่และการรักษาด้วยการให้ยาผ่านหลอดเลือดฝอย) พร้อมกับใช้การรักษาแบบ Systemic treatment ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน (CIC) โดยกระตุ้นการทำงานของเซลล์  CIK (cytokine induced killer cells) และวัคซีน DC หรือ/และ T cells  ตลอดจนการฉีด Cytokine ที่มีบทบาทในการสร้างภูมิคุ้มกันแบบไม่เฉพาะเจาะจง เป็นต้น โดยผลการศึกษาดังกล่าวแบ่งเป็น 4 ส่วน ดังต่อไปนี้

(1) ในปี 2008 คณะวิจัยรายงานผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลามจำนวน 49 รายด้วยวิธีการรักษาด้วยความเย็น และการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด [14]  โดยในจำนวนผู้ป่วย 49 ราย มีผู้ป่วย 13 รายเข้ารับการผ่าตัดรักษาด้วยความเย็น และมีผู้ป่วย 36 รายเข้ารับการรักษาด้วยความเย็นโดยการแทงเข็มผ่านผิวหนัง ในจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาโดยวิธีการแทงเข็มผ่านผิวหนังมี 17 รายที่เป็นการเข้ารักษาด้วยความเย็นเป็นครั้งที่ 2 และมีผู้ป่วย 3 รายที่เป็นการรักษาครั้งที่ 3 นอกจากนี้ มีผู้ป่วย 35 รายได้รับการฝังแร่ไอโอดีนพร้อมกับการรักษาด้วยความเย็น และมีผู้ป่วย 14 รายที่ฝังแร่ไอโอดีนภายหลังการรักษาด้วยความเย็นแล้ว 3-9 วัน โดยภายหลังการผ่าตัดภายใน 3 เดือน ตรวจผลด้วย CT scan พบว่า มีการตอบสนองทั้งหมด (CR) 20.4% ตอบสนองบางส่วน (PR) 38.8% การตอบสนองคงที่ (SD) 30.6% และ
มีพัฒนาการในการตอบสนอง (PD) 10.2% (ดังภาพที่ 1-5)  โดยค่ามัธยฐานระยะเวลาติดตามผลคือ 18 เดือน (ระยะเวลา 5-40 เดือน)  ส่วนค่ามัธยฐานระยะรอดชีพคือ 16.2 เดือน ทั้งนี้ ผู้ป่วยจำนวน 26 ราย (53.1%) มีระยะรอดชีพ 12 เดือนหรือมากกว่านั้น โดยมีผู้ป่วย 1 รายที่มีระยะรอดชีพ 54 เดือน  และสุดท้ายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดที่เป็นมะเร็ง
ต้นกำเนิด โดยไม่มีการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งตับอ่อน (ดูภาพที่ 1)  ทั้งนี้ มีผู้ป่วย 36 รายเสียชีวิตในระหว่างการติดตามผล ในจำนวนนี้มี 17 รายที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งลุกลาม 11 รายเสียชีวิตด้วยอาการตับวายจากการแพร่กระจายของมะเร็งตับ และ 5 รายที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและสมอง โดยมีอัตราของระยะรอดชีพที่ 1, 2 และ 3 ปี ได้แก่ 63.1%, 22.8% และ 9.5% ตามลำดับ

fuda-20-2-2557-1

ภาพที่ 1 เพศชาย อายุ 80 ปี มะเร็งชนิดต่อม (Adenocarcinoma) บริเวณท่อของตับอ่อน A: ก่อนการรักษา
B: ผลการตรวจภายหลังการรักษาด้วยความเย็นและการฝังแร่ไอโอดีน 3 เดือน   C: ผลการตรวจหลังการรักษา 12 เดือน
ผู้ป่วยมีระยะรอดชีพ 54 เดือน เสียชีวิตจากมะเร็งปอดซึ่งเป็นมะเร็งต้นกำเนิดเช่นกัน

fuda-20-2-2557-2

ภาพที่  2 เพศชาย อายุ 61 ปี บริเวณส่วนปลายของตับอ่อนในมะเร็งชนิดต่อมที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งตับ
A: ก่อนรักษา  B: ผลการตรวจหลังการรักษาด้วยความเย็น–ฝังแร่ไอโอดีน 1 เดือน  C: ผลการตรวจหลังการรักษา 6 เดือน ค่า CA19-9 ในเลือดลดลงต่ำกว่า 40IU ผู้ป่วยมีระยะรอดชีพ 27 เดือน

fuda-20-2-2557-3

ภาพที่ 3 เพศหญิง อายุ 59 ปี จากการตรวจชิ้นเนื้อตัวอย่างพบมะเร็งต่อมชนิด Undifferentiated adenocarcinoma บริเวณตับอ่อนตอนต้นขนาด 4X4 ซม. A: ก่อนการรักษา B: ผลตรวจ PET-CT หลังการรักษาด้วยความเย็น – ฝังแร่ไอโอดีน 12 เดือน แต่เดิมไม่ปรากฏความผิดปกติที่มีนัยสำคัญ แต่เกิดก้อนเนื้อใหม่บริเวณตับอ่อน จึงให้การรักษาด้วยความเย็น C: ผลตรวจด้วย PET-CT ในอีก 3 เดือนให้หลัง ยับยั้งการดำเนินของโรคไว้ได้ ผู้ป่วยมีระยะรอดชีพ 28 เดือน

fuda-20-2-2557-4

ภาพที่ 4 เพศหญิง อายุ 61 ปี จากการตรวจชิ้นเนื้อพบมะเร็งชนิดต่อมบริเวณคอของตับอ่อนขนาด 3X3 ซม. ภายในตับมีการแพร่กระจาย 3 แห่ง (ไม่ปรากฏในภาพ)  A: ก่อนการรักษา  B: ผลตรวจหลังการรักษาด้วยความเย็นและการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด 7 เดือน ตับอ่อนและภายในของตับไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนของการเกิดโรคมะเร็ง (ไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาของตับ) ปัจจุบัน ผู้ป่วยมีระยะรอดชีพ 4 ปี

fuda-20-2-2557-5

ภาพที่ 5 เพศหญิง อายุ 64 ปี จากการตรวจชิ้นเนื้อพบมะเร็งชนิด Squamous cell carcinoma บริเวณส่วนหัวของตับอ่อน ให้การรักษาด้วยความเย็นและฝังแร่ไอโอดีน  A: ก่อนการรักษา  B: ผลการตรวจหลังการรักษา 8 เดือน ผู้ป่วยมีระยะรอดชีพ 14 เดือน

  1. (2)  คณะวิจัยได้ติดตามการดำเนินโรคผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะ 3B หรือระยะ 4 จำนวน 59รายตั้งแต่เดือนกันยายน 2008-2009[15]ผู้ป่วยทุกรายเข้ารับการรักษาทางเคมีบำบัดด้วยยา Gemcitabine หรือ 5FUเป็นหลัก แต่ไม่มีการตอบสนองต่อการออกฤทธิ์ของยา มีการตรวจชิ้นเนื้อพบมะเร็งใน 76 ตัวอย่าง  ค่ามัธยฐานของมะเร็งมีขนาด 4.5ซม. โดยทั้งหมดได้รับการรักษาด้วยความเย็นโดยแทงเข็มผ่านผิวหนัง มีการเสียชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาด้วยความเย็น ค่ามัธยฐานของระยะเวลาในการติดตามผล คือ 7.5 เดือน (ระยะเวลา 3-14 เดือน) มะเร็งไม่มีการตอบสนองต่อการรักษาที่สมบูรณ์ (CR) มีการตอบสนองบางส่วน (PR) 38.8% การตอบสนองคงที่ (SD)54.2% และมีพัฒนาการในการตอบสนอง (PD) 32.2% สำหรับระยะรอดชีพที่ 3,6 และ 12 เดือน มีสัดส่วนเป็น 89.7%,61.1% และ 34.5%  ตามลำดับ ในจำนวนนี้ มีผู้ป่วย 40 รายที่ไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งในตับมีอัตราการรอดชีพเป็น 92.4%, 84.2% และ 62.1% ตามลำดับ ขณะที่อัตรารอดชีพของผู้ป่วย 19 รายที่มีการแพร่กระจายของมะเร็งตับ ได้แก่ 59.3%, 43.2% และ 13.7%  อนึ่ง ผู้ป่วยที่ไม่มีการแพร่กระจายของมะเร็งตับที่มีอัตราการรอดชีพ 1ปีก็มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับรายงานดังกล่าว [14]

(3) จากการวิเคราะห์ผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนด้วยความเย็นโดยแทงเข็มผ่านผิวหนัง จำนวน 32 ราย ตั้งแต่เดือนมกราคม 2009-กุมภาพันธ์ 2010 [16]  พบว่า ในจำนวนผู้ป่วยทั้ง 32 ราย แบ่งออกเป็นผู้ป่วยระยะที่สอง 3 ราย ผู้ป่วยระยะที่สาม 11 ราย ผู้ป่วยระยะที่สี่ 18 ราย พบมะเร็งบริเวณตอนต้นของตับอ่อน 13 ราย และอีก 19 รายพบที่ส่วนกลางและ/หรือส่วนปลายของตับอ่อน โดยเฉลี่ยมีขนาด 5.2+/-8 ซม. ซึ่งได้ทำการรักษาด้วยความเย็นทั้งสิ้น 49 ครั้ง ผู้ป่วย 27 รายเห็นว่าช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ 50% และผู้ป่วย 22 รายมีการใช้ยาแก้ปวดลดลง 50%  ผู้ป่วย 16 ราย มีค่า KPS (Karnofsky performance status) เพิ่มขึ้น 20  มีการตอบสนองของโรคบางส่วน (PR) 9 ราย และมีการตอบสนองคงที่ (SD) 21 ราย ค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของระยะรอดชีพเป็น 15.9 เดือนและ 12.6 เดือน ส่วนอัตราการรอดชีพของผู้ป่วยที่ระยะรอดชีพ 6, 12 และ 24 เดือน ได้แก่ 82.8%, 54.7% และ 27.3% ตามลำดับ

(4) ผลการวิเคราะห์การรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะที่สี่ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 145 รายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2008-สิงหาคม 2010 [17] พบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนภายในและมะเร็งตับอ่อนที่แพร่กระจายสู่ภายนอกได้รับการรักษาด้วยความเย็นและการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ดพร้อมกัน (กลุ่ม Radical) มีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพคือ 8  เดือน โดยมีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพสูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนภายในที่ได้รับการรักษาโดยการฝังแร่ไอโอดีน และผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนภายนอกได้รับการรักษาด้วยความเย็น-ฝังแร่ไอโอดีน (กลุ่ม Appease) จำนวน 4 เดือน
(
P < 0.001)  ผู้ป่วยในกลุ่ม Radical นั้น ได้แก่ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาภายหลังการตรวจวินิจฉัยโรค 2-14 เดือน
(เข้ารับการรักษา
ล่าช้า”) และผู้ป่วยที่มีระยะรอดชีพมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป (เข้ารับการรักษา ทันที”) (จำนวน 13 คู่ระยะเวลา 6 เดือน) (P = 0.0034) ส่วนผู้ป่วยในกลุ่ม Appease  ก็ให้ผลที่คล้ายคลึงกัน (จำนวน5 คู่ระยะเวลา 3 เดือน,
 P =
0.0415)  กลุ่ม Radical ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาหลายครั้งมีระยะรอดชีพยาวนานกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเพียงครั้งเดียว (จำนวน 11 คู่ระยะเวลา 7 เดือน, P = 0.0389) แต่ในกลุ่ม Appease ไม่พบปรากฏการณ์ดังกล่าว (P = 0.99) ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาภายหลังการวินิจฉัยโรค 2-14 เดือนมีระยะรอดชีพค่อนข้างยาวนานกว่า อาจเกี่ยวเนื่องด้วยผู้ป่วยเหล่านี้เคยได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดมาก่อน

(5) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อวิธีการรักษาผ่านภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล จำนวน 106 รายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2008 – กรกฎาคม 2012  [18]  ผู้ป่วยจำนวน 106 ราย แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รักษาด้วยความเย็นร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัด (31 ราย) กลุ่มที่รักษาด้วยความเย็นเพียงอย่างเดียว (36 ราย) กลุ่มที่รักษาผ่านภูมิคุ้มกันบำบัดเพียงอย่างเดียว (17 ราย) และกลุ่มที่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว (22 ราย)  ค่ามัธยฐานของระยะรอดชีพใน 4 กลุ่ม ได้แก่ 13, 7, 5 และ 3.5 เดือนตามลำดับ ในกลุ่มที่รักษาด้วยความเย็นเพียงอย่างเดียวและกลุ่มที่รักษาร่วมกับวิธีอื่นนั้น ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยความเย็นหลายครั้งมีค่ามัธยฐานระยะรอดชีพที่ยาวนานกว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพียงครั้งเดียว (ค่าความแตกต่างคือ P = 0.0048 และ 0.041) ก่อนเข้ารับการรักษาผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันเป็นปกติมีระยะรอดชีพที่ยาวนานกว่าผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ  (ค่าความแตกต่างคือ P < 0.0001 และ P = 0.0004)

กล่าวโดยสรุป การรักษาด้วยความเย็นโดยแทงเข็มผ่านผิวหนัง หรือการรักษาร่วมกับการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด สามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลามและระยะแพร่กระจายมีการรอดชีพที่ดีกว่า ทั้งนี้ การรักษาด้วยความเย็นหลายครั้งและการรักษาร่วมกับภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถให้ผลการรักษาที่ดียิ่งขึ้น

3. กลยุทธ์ในการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลาม

คณะวิจัยได้ให้การรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม แม้ว่าจะเป็นเพียงก้าวแรกของการรักษา แต่ก็แสดงให้เห็นว่าการรักษาโรคมะเร็งระยะลุกลามหรือระยะแพร่กระจายด้วยวิธีการเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ โดยส่วนใหญ่แล้วการรักษาด้วยเคมีบำบัดไม่อาจยืดอายุของผู้ป่วยได้

หลายปีมานี้ ได้มีผู้เสนอว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดอาจส่งผลต่อการรักษาในทางตรงกันข้าม (opposite effect) คือทำให้เซลล์มะเร็งกลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งเร่งให้เกิดกระบวนการแพร่กระจายของมะเร็ง  Yamauchi และคณะ [19]  ได้สังเกตการณ์ตอบสนองของหนูทดลองที่ได้รับการฉีดเซลล์ Human fibrosarcoma โดยก่อนหน้านั้น 24 ชั่วโมงได้ให้ยา Cyclophosphamide  ในหนูและพบว่าเซลล์ fibrosarcoma ดังกล่าวในหลอดเลือดมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก และยังแทรกซึมอยู่ทั้งในและนอกหลอดเลือด แต่หากไม่มีการให้ยา Cyclophosphamide ดังกล่าว เซลล์มะเร็งในหลอดเลือดจะอยู่ในสภาพสงบนิ่งได้เป็นเวลานาน งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ายาที่ใช้ทางเคมีบำบัดอาจส่งผลในทิศทางตรงกันข้ามกับการรักษา คณะวิจัยจากศูนย์มะเร็ง Vanderbilt-Ingram ในสหรัฐอเมริกาเห็นว่า การรักษามะเร็งในปัจจุบัน เป็นการรักษาเฉพาะเพียงบางส่วนหรือไม่มีผลในการรักษาเลย  หรือยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นการรักษาที่เร่งให้เกิดการพัฒนาของโรคมะเร็งให้เร็วยิ่งขึ้น พวกเขาพบว่า หนูทดลองที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย  หลังจากให้ยาเคมีบำบัด  (Epirubicin, Taxotere) เลือดและ TGF-βในมะเร็งมีระดับสูงขึ้น ปริมาณของเซลล์มะเร็งในเลือดเพิ่มมากขึ้น มีการแพร่กระจายตัวของมะเร็งเพิ่มขึ้น คณะวิจัยเห็นว่า TGF-βเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเพิ่มศักยภาพในการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ของร่างกาย ได้ไปยับยั้งการทำหน้าที่ของภูมิคุ้มกัน ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งลดลง นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้พบปรากฏการณ์ที่คล้ายกันนี้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอีกด้วย [20]

การแพทย์ปัจจุบันเห็นว่าการคงอยู่ของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง (Cancer Stem Cells) เป็นรากเหง้าของการเกิดโรคและการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็ง ในการรักษามะเร็งด้วยรังสีบำบัดและเคมีบำบัดนั้น เซลล์มะเร็งธรรมดาจะมีการตอบสนองที่ไวต่อการรักษาทำให้ถูกทำลายได้ง่าย แต่เซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งกลับมีความเข้มแข็งและคงทน ไม่ถูกทำลายได้ง่าย เหมือนกับเป็นเซลล์ เมล็ดพันธุ์”ที่สามารถให้กำเนิดเซลล์ใหม่ที่สืบทอดคุณสมบัติของเซลล์มะเร็งต่อไปได้ [21,22]  ความผิดปกติของยีนเกิดจากความเสียหายของดีเอ็นเอ สามารถทำให้เซลล์มะเร็งธรรมดากลายเป็นเซลล์ต้นแบบของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง ยาเคมีบำบัด เป็นยาที่สร้างความเสียหายให้กับดีเอ็นเอ จึงมีความเป็นไปได้ว่า ขณะที่ด้านหนึ่งใช้กำจัดเซลล์มะเร็ง แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของยีน อันเป็นเหตุให้เซลล์มะเร็งธรรมดากลายเป็นเซลล์ต้นแบบของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการเคมีบำบัด (และรังสีบำบัด) ที่สามารถทำลายล้างเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ ภายหลังการทำเคมีบำบัด มะเร็งสามารถหดตัวเล็กลงจนถึง หายไป”ได้ ทำให้มีการประเมินผลการตอบสนองต่อการรักษาเป็น ตอบสนองบางส่วน” (PR) หรือ ตอบสนองโดยสมบูรณ์” (CR) แต่ตราบใดที่เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งยังไม่ได้ถูกกำจัดไป การกลับมาของมะเร็งยังคงมีความเป็นไปได้ทุกเมื่อ ยาเคมีบำบัดไม่เพียงแต่ไม่สามารถกำจัดเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่มีอยู่เดิมได้ และด้วยการรักษาทางกายภาพ (รังสีรักษา) และทางเคมี (เคมีบำบัด) ก็อาจทำให้เซลล์มะเร็งธรรมดากลายเป็นเซลล์ต้นแบบของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ [23] และสิ่งนี้อาจเป็นกลไกที่ให้ผลตรงกันข้ามในการรักษา จากเคมีบำบัดได้

การรักษามะเร็งระยะลุกลาม ควรทำการรักษาทั้งระบบโดยรวมและการรักษาเฉพาะส่วน  โดยการรักษาเฉพาะส่วนใช้  Ablation Technique เป็นสำคัญ เช่น การใช้คลื่นความถี่วิทยุ  (Radiofrequency Ablation, RFA) [24] คลื่นไมโครเวฟ  (Microwave Ablation, MW) [25]  อัลตร้าซาวด์เฉพาะจุด (Focused Ultrasound) [26] Irreversible Electroporation (IRE) [27]  และการรักษาด้วยความเย็น (CRA) [28] เมื่อเทียบกับการรักษาด้วยเทคนิคอื่นๆ แล้ว การรักษาด้วยความเย็นมีข้อดีดังต่อไปนี้ [28]  สามารถสลายมะเร็งขนาดเล็กและขนาดใหญ่  (5 ซม.) หรืออย่างน้อยที่สุดสามารถลดขนาดของมะเร็ง  สำหรับมะเร็งที่อยู่บริเวณหลอดเลือดใหญ่ การรักษาด้วยความเย็นโดยทั่วไปจะไม่สร้างความเสียหายให้กับหลอดเลือดใหญ่  ง่ายต่อการใช้ ultrasound guide  ภายหลังการรักษาด้วยความเย็นแล้วแอนติเจนของมะเร็ง (ในรูปโปรตีน) จะถูกปลดปล่อยหรือแสดงตัวออกมา ทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย คือเป็น ภูมิคุ้มกันเย็น”  มีหลักฐานแสดงว่าภายหลังการรักษาด้วยความเย็น มะเร็งจะมีความไวต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัด/รังสีรักษาเพิ่มขึ้น [29]

สำหรับมะเร็งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้บริเวณหลอดเลือดใหญ่ บริเวณริมขอบของการรักษาด้วยความเย็นเซลล์มะเร็งมักจะไม่ถูกกำจัดอย่างสิ้นเชิง ในที่นี้สามารถฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด เพื่อทำการรักษาใน ระยะประชิด”โดยมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาด้วยความเย็นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ก่อนและหลังการรักษาด้วยความเย็น ใช้การรักษาเฉพาะที่โดยให้สารเคมีบำบัดผ่านหลอดเลือด (CMI) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มะเร็งมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีการแพร่กระจายของมะเร็งในหลายจุด คณะวิจัยได้ใช้เทคนิคพิเศษ ที่ใช้ปริมาณยาน้อยกว่าปกติมากโดยมีองค์ประกอบจากอนุภาคขนาด 100nm ฉีดเข้าสู่เส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็งผ่านสายสวนหลอดเลือดชนิดเล็กพิเศษ (microcatheter) อนุภาคขนาดเล็กของยาจะแทรกตัวผ่านหลอดเลือดเข้าไปรวมตัวกันในก้อนมะเร็ง ทำให้ยาเคมีบำบัดภายในก้อนมะเร็งมีความเข้มข้นสูง หลอดเลือดฝอยในก้อนมะเร็งเกิดการอุดตัน แต่เนื่องจากอนุภาคขนาดเล็กของยาไม่อาจผ่านหลอดเลือดปกติได้ จึงไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ร้ายแรง คณะวิจัยเรียกวิธีการดังกล่าวว่า การให้ยาผ่านเส้นเลือดฝอยสู่เซลล์มะเร็ง” (Cancer Microvascular Intervention, CMIจากการทดลองแสดงให้เห็นว่า ในการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าว ใช้ปริมาณยาเคมีบำบัดเพียง 1/10 ของยาที่ใช้ตามปกติ แต่ความเข้มข้นของตัวยากลับมีมากกว่าปกติถึง 40-50 เท่า ในผู้ป่วยที่ยังมีความผิดปกติของโรคตกค้างอยู่ภายหลังการรักษาด้วยความเย็นและ/หรือการฝังแร่ไอโอดีนแล้ว การรักษาด้วย CMI จะทำให้ความผิดปกติของหลอดเลือดหายไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาให้ดียิ่งขึ้น (ดังภาพที่ 6)

การรักษาผ่านภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ถือเป็นการรักษาแบบ Systemic treatment อย่างหนึ่ง ในระยะหลายสิบปีมานี้ การรักษามะเร็งด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดผ่านคลื่นลมอุปสรรคและความสำเร็จมากมาย [30]  แต่ที่ทำให้โลกต้องหันมาให้ความสนใจกับการค้นพบใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งผ่านภูมิคุ้มกันบำบัด มาจากบทความใน New England Journal of Medicine ปี  2008 เมื่อ Hunder และคณะ [31]  รายงานว่า ผู้ป่วยชายรายหนึ่ง อายุ 52 ปี กลับมาเป็นซ้ำด้วยโรคมะเร็ง melanoma บริเวณปอดข้างขวาและเยื่อหุ้มปอด มีการแพร่กระจายของก้อนมะเร็งหลายแห่งในช่องท้องบริเวณอุ้งเชิงกรานด้านซ้ายและบริเวณขาหนีบ เคยรับการรักษาด้วยเคมีบำบัด interleukin-2  และ Interferon ในปริมาณมากแต่ไร้ผล ภายหลังการเข้ารับการรักษาโดยให้ CD4+T cells ที่มีภูมิต้านมะเร็ง melanoma มะเร็งที่แพร่กระจายบริเวณปอดและกระดูกเชิงกรานหายไปทั้งหมด ขณะที่ผู้เขียนจัดทำรายงานฉบับนี้ ผู้ป่วยได้ดำรงชีวิตอยู่โดยปลอดโรคมา 26 เดือนแล้ว จากการวิจัยนี้ พิสูจน์ว่า CIK, DC และ T cells มีประสิทธิผลในการต่อต้านมะเร็ง การรักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายทางคลินิกด้วยวิธีการรักษาผ่านภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับเคมีบำบัดสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีอัตราการรอดชีพที่ดีขึ้น [32]

คณะวิจัยได้ทำการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามด้วยความเย็น จากนั้นให้การรักษาผ่านภูมิคุ้มกันบำบัด พบว่าสามารถยืดระยะเวลารอดชีพของผู้ป่วยได้ยาวนานขึ้น โดยกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามแนวคิดเชิงทฤษฏี กล่าวคือ หลังการรักษาด้วยความเย็น แอนติเจนของเซลล์มะเร็งได้รับการปลดปล่อยและเผยตัวออกมา ในเวลาเดียวกันนั้น การให้ DC หรือ T cells จะถูกกระตุ้นโดยแอนติเจน ดังนั้นโดยทั่วไปคณะวิจัยจะให้ DC-CIK หรือ/และ T cells ภายหลังการรักษาด้วยความเย็นไม่เกิน 3 วัน

fuda-20-2-2557-6

ภาพที่ 6การเสริมประสิทธิภาพการรักษาด้วย CMI, CRA และการฝังแร่ไอโอดีน จากภาพแสดงให้เห็นว่า มะเร็งปอดด้านซ้าย เมื่อรักษาด้วยความเย็นและการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ภาพถ่ายของหลอดเลือดย้อมสีที่อยู่บริเวณโดยรอบของมะเร็งพบว่ายังมีหลอดเลือดของมะเร็งหลงเหลืออยู่ (ภาพ A) เมื่อให้ยาเคมีบำบัดที่มีอนุภาคขนาดเล็กเข้าสู่เส้นเลือด (CMI) หลอดเลือดย้อมสีดังกล่าวส่วนใหญ่หายไป

การรักษาโดยบูรณาการวิธี  CRA (ร่วมกับการฝังแร่ไอโอดีน 125 เม็ด)  , CMI และ CIC ร่วมกันสามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้นได้ คณะวิจัยเห็นว่าการบูรณาการวิธีการรักษาดังกล่าวจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้ (ภาพที่ 7) การรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีรักษาจะใช้กับผู้ป่วยที่ยังไม่เคยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว และมีการพยากรณ์โรคว่าเซลล์มะเร็งยังมีการสนองตอบที่ไวต่อการรักษานี้เท่านั้น คณะวิจัยได้รวบรวมประสบการณ์การรักษาที่ประสบความสำเร็จในหลายกรณี โดยปรับใช้กับผู้ป่วยในรายบุคคลตามความเหมาะสม (personalization, P) กลายเป็นแผนการรักษาแบบ  “3C+P” (3C therapy model)

fuda-20-2-2557-7

ภาพที่ 7 การรักษาด้วยรูปแบบ 3C+P (P: personalization)

เดือนพฤษภาคม 2012 คณะวิจัยได้ติดตามผลการรักษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยแผนการรักษาแบบ 3C+P ก่อนปี 2007 ที่มี คุณสมบัติดังต่อไปนี้  ผู้ที่ได้ผ่านการตรวจวินิจฉัยโรคทางพยาธิวิทยาแล้ว
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิฉัยว่าไม่อาจเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด ผู้ป่วยที่ไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีรักษา    ผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายที่กลับเป็นซ้ำในอวัยวะที่สำคัญ ผู้ป่วยที่มีการพยากรณ์โรคว่ามีระยะรอดชีพไม่เกิน 12 เดือน ทั้งนี้ ผลการติดตามผู้ป่วยจำนวน 145 ราย ดังตารางที่ 1 มีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน 10 ราย โดยมีจำนวนผู้ป่วยในระยะรอดชีพตั้งแต่ 1-5 ปี ดังนี้ 4, 2, 1, 1 และ 1 รายตามลำดับ ผู้ป่วย 1 รายที่มีระยะรอดชีพยาวนานที่สุดถึง 6 ปีแล้ว ผู้ป่วย 10% มีระยะรอดชีพ 5 ปี ผู้ป่วยด้วยมะเร็งปอดมี 98 ราย ระยะรอดชีพมากว่า 5 ปีขึ้นไปมี 7 ราย ผู้ป่วย 1 รายที่มีระยะรอดชีพถึง 10 ปีแล้ว  ผู้ป่วย 7% มีระยะรอดชีพ 5 ปี สำหรับผู้ป่วยด้วยมะเร็งตับมีจำนวน 37 ราย ระยะรอดชีพมากว่า 5 ปีขึ้นไปมี 8 ราย มี 2 รายที่มีระยะรอดชีพถึง 10 ปีแล้ว  ผู้ป่วย 22% มีระยะรอดชีพ 5 ปี

กล่าวโดยสรุป แม้ว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงก้าวแรกของการศึกษาวิจัย แต่ผลการศึกษาที่ได้รับแสดงให้เห็นว่า การรักษามะเร็งด้วยแผนการรักษาแบบ 3C+P สามารถเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามได้ โดยคณะผู้วิจัยเห็นว่ามีความน่าสนใจในการศึกษาเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป

ตารางที่1  ผลติดตามการรักษาผู้ป่วยมะเร็งจำนวน 145 ราย

ระยะเวลารอดชีพ

มะเร็งปอด
 (
98 ราย)

มะเร็งตับ
 (
37 ราย)

มะเร็งตับอ่อน
(
10 ราย)

รวม (145 ราย)

1 ปี

37

23

4

64

2 ปี

15

20

2

37

3 ปี

11

12

1

24

4 ปี

10

12

1

23

5 ปี

7

8

1

16

6 ปี

5

3

1

9

7 ปี

2

3

0

6

10 ปี

1

2

0

3

Share